หน้าหนังสือทั้งหมด

การติเตียนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับการประพฤติพรหมจรรย์
185
การติเตียนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับการประพฤติพรหมจรรย์
ผิวพรรณคล้ำ มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น ภิกษุที่เป็นสหายของพระสุทินน์เห็นอาการของท่านแล้วจึงสอบถามสาเหตุ เมื่อทราบ แล้วจึงติเตียนว่า อาวุโส ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วเพื่อ
เนื้อหาเกี่ยวกับการติเตียนของพระพุทธเจ้าต่อพระสุทินน์ที่ทำผิดศีลในการเสพเมถุน โดยพระพุทธเจ้าตักเตือนว่า การกระทำดังกล่าวไม่เหมาะสมสำหรับผู้บวชและมีผลต่อความเลื่อมใสของชุมชน โดยพระสุทินน์ตอบรับว่าได้ทำ
วัตถุประสงค์ของการบัญญัติสิกขาบท
186
วัตถุประสงค์ของการบัญญัติสิกขาบท
วัตถุประสงค์ของการบัญญัติสิกขาบท เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนพระสุทินน์อย่างนี้แล้ว จึงตรัสถึงโทษของความเป็น คนเลี้ยงยาก บำรุงยาก มักมาก ไม่สันโดษ คลุกคลี และโทษของความเกียจคร้าน แล้วตรัสถึง คุณข
บทความนี้ชี้แจงถึงโทษของความเป็นคนเลี้ยงยากและเกียจคร้าน รวมถึงคุณประโยชน์ของการมีความเป็นคนเลี้ยงง่าย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ 10 ประการ เช่น เพื่อความรับว่าดีแห่งส
ปาราชิกและสิกขาบทในพระไตรปิฎก
188
ปาราชิกและสิกขาบทในพระไตรปิฎก
(1) ปาราชิก แปลว่า ผู้พ่ายแพ้ พ่ายแพ้ในที่นี้คือ พ่ายแพ้ต่อเส้นทางของนักบวช เพราะปาราชิกเป็นสิกขาบทหนัก ภิกษุใดล่วงละเมิดจะขาดจากความเป็นภิกษุทันที ไม่ว่าจะมี ผู้อื่นรู้ หรือไม่รู้ก็ตาม แม้ยังครองผ้าเ
บทความนี้กล่าวถึงปาราชิกซึ่งหมายถึงการพ่ายแพ้ในเส้นทางนักบวช ทำให้ภิกษุสูญเสียสถานภาพและไม่สามารถกลับไปบวชได้ ผู้ที่ล่วงละเมิดแล้วจะต้องอาบัติปาราชิกและไม่สามารถแก้ไขได้ ขณะที่สังฆาทิเสสเป็นสิกขาบทที่
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ และ สิกขาบทในพระไตรปิฎก
189
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ และ สิกขาบทในพระไตรปิฎก
(4) นิสสัคคิยปาจิตตีย์ คำว่า “นิสสัคคิยะ” แปลว่า “ทำให้สละสิ่งของ” ส่วนคำว่า “ปาจิตตีย์” แปลว่า “การล่วงละเมิดอันทำให้กุศลธรรมคือความดีตกไป” นิสสัคคิยปาจิตตีย์ จึง หมายถึง สิกขาบทที่ภิกษุใดล่วงละเมิดเ
บทความนี้กล่าวถึงนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ที่หมายถึงการล่วงละเมิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการสละสิ่งของต่างๆ เช่น ไตรจีวร เมื่อภิกษุล่วงละเมิด สามารถคืนสิ่งของดังกล่าวได้ด้วยวิธีการปลงอาบัติและมีสิกขาบทอีกหลาย
หมวดสังฆาทิเสส 13 สิกขาบท
190
หมวดสังฆาทิเสส 13 สิกขาบท
หมวดสังฆาทิเสส 13 สิกขาบท 1) ภิกษุใดจงใจทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส 2) ภิกษุใดมีจิตกำหนัดแล้วจับต้องร่างกายสตรี ต้องอาบัติสังฆาทิเสส 3) ภิกษุใดมีจิตกำหนัดแล้วพูดกับสตรีพาดพิงเมถุนธรรม ต้
ในหมวดสังฆาทิเสสมีข้อสิกขาบทสำคัญ 13 ข้อที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตนของภิกษุ ได้แก่ เช่น การทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน, การมีจิตกำหนัดฟุ่มเฟือย, การสร้างกุฏิหรือวิหารโดยไม่ผ่านการอนุญาต และการกระทำใด ๆ ที่อาจทำ
สิกขาบทและพุทธบัญญัติ
191
สิกขาบทและพุทธบัญญัติ
7.8 สิกขาบทเป็นพุทธบัญญัติมิใช่มติคณะสงฆ์ จากตัวอย่างการบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ 1 ข้างต้นจะเห็นว่า ปาราชิกสิกขาบทที่ 1 ก็ดี หรือสิกขาบททุกข้อของภิกษุและภิกษุณีนั้นเป็นพุทธบัญญัติทั้งสิ้น กล่าวคือ พระ
เนื้อหาวิเคราะห์ถึงลักษณะของสิกขาบทในพระพุทธศาสนาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติ ไม่ได้เกิดจากมติคณะสงฆ์ และไม่เป็นไปตามระบบประชุมปรึกษาหารือเหมือนกฎหมายในทางโลก การเริ่มต้นนี้มาจากความรู้แจ้งโลกของพ
การประชุมระดมความคิดและความสำคัญของธรรมวินัยในพุทธศาสนา
192
การประชุมระดมความคิดและความสำคัญของธรรมวินัยในพุทธศาสนา
เพราะในปัจจุบันชาวโลกถือว่า การประชุมระดมความคิดก็ดี การให้สมาชิกในองค์กรทุกคน ช่วยกันเสนอความเห็นอันแตกต่างหลากหลายก็ดี จะช่วยให้งานที่ทำบังเกิดผลดีมากกว่าการที่ ใครคนใดคนหนึ่งคิดงานอยู่คนเดียวแล้วสั
ในปัจจุบัน การประชุมระดมความคิดถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยพัฒนาองค์กรให้มีความก้าวหน้า โดยมาจากการรวมความคิดเห็นที่หลากหลาย ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดจากการคิดคนเดียว ข้อความนี้นำเสนอความเห็นเกี่ยว
บทบาทของพระอรหันต์ในพระไตรปิฎก
193
บทบาทของพระอรหันต์ในพระไตรปิฎก
ในพระไตรปิฎกมีปรากฏอยู่บ่อยครั้งที่พระอรหันต์กระทำในสิ่งที่พระสัมมาสัม พุทธเจ้าทรงเห็นว่ากระทบต่อสาวกในภายหลัง เช่น กรณีพระมหากัปปินะไม่ปรารถนาจะทำ อุโบสถ เพราะท่านคิดว่าตนเป็นพระอรหันต์แล้วคงไม่ต้องท
ในพระไตรปิฎกมีการกล่าวถึงพระอรหันต์ที่กระทำตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีผลกระทบต่อสาวกในอนาคต เช่น การทำอุโบสถที่พระมหากัปปินะไม่ต้องการทำ นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามในการบัญญัติสิกขาบทที่อาจเกิดปัญห
การประชุมทบทวนสิกขาบททุกกึ่งเดือน
194
การประชุมทบทวนสิกขาบททุกกึ่งเดือน
7.9 การประชุมทบทวนสิกขาบททุกกึ่งเดือน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติสิกขาบทหลัก ๆ สำหรับพระภิกษุไว้ 227 ข้อ ซึ่งถือว่ามาก อยู่พอสมควร จำเป็นที่พระภิกษุทุกรูปจะต้องศึกษาสิกขาบททั้งหมดให้แตกฉานและจดจำได้ อย
การประชุมทบทวนสิกขาบทถูกกำหนดโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้มีการฟังสวดพระปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือน เพื่อตรวจสอบศีลและสร้างความสามัคคีในสงฆ์ การฟังสวดถูกกำหนดให้ภิกษุทุกคนมาฟังร่วมกัน และมีการควบคุมเพื่อป้องกั
การเรียนรู้กฎหมายสำหรับประชาชน
195
การเรียนรู้กฎหมายสำหรับประชาชน
เกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคน คนที่รู้กฎหมายจึงมีน้อยมาก แม้แต่คนมีการศึกษาแล้วส่วนใหญ่ ก็ไม่ค่อยรู้กฎหมายเท่าที่ควร โดยมากจะใช้สามัญสำนึกว่า สิ่งนี้น่าจะผิดกฎหมาย สิ่งนี้น่าจะ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้ศึกษา
บทความนี้กล่าวถึงความจำเป็นที่ประชาชนควรต้องรู้กฎหมาย แม้จะมีการศึกษา แต่ยังมีความรู้ที่จำกัดในเรื่องนี้ รัฐบาลไม่ค่อยให้การศึกษาในด้านกฎหมายแก่ประชาชน และประชาชนต้องรับผิดชอบในการหาความรู้เอง การเปรี
ความเกิดขึ้นของอาบัติและวิวาทในสงฆ์
196
ความเกิดขึ้นของอาบัติและวิวาทในสงฆ์
(7) นี้เป็นอาบัติเบา นี้เป็นอาบัติหนัก (8) นี้เป็นอาบัติมีส่วนเหลือ คือ ต้องเข้าแล้วยังไม่ขาดจากความเป็นภิกษุ นี้เป็น อาบัติหาส่วนเหลือมิได้ คือ ต้องเข้าแล้วขาดจากความเป็นภิกษุ (9) นี้เป็นอาบัติชั่วหย
เนื้อหาเกี่ยวกับอาบัติในพระพุทธศาสนารวบรวมไว้ในอาบัติเบา อาบัติหนัก และอาบัติที่มีส่วนเหลือ การวิวาทในสงฆ์นั้นเกิดจากกิเลสทั้ง 3 ตระกูลคือ โลภ โกรธ หลง และมีสาเหตุจากจิตที่ไม่โลภไม่โกรธไม่หลง อนุวาทาธ
อธิบายอาปัตตาธิกรณ์และความหมายของอาบัติในพระไตรปิฎก
197
อธิบายอาปัตตาธิกรณ์และความหมายของอาบัติในพระไตรปิฎก
ส่วนมูลเหตุแห่งอนุวาทาธิกรณ์อีก 2 ประการ คือ ร่างกาย และวาจา พระสัมมาสัม พุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุบางรูปเป็นผู้มีผิวพรรณน่ารังเกียจ ไม่น่าดู มีรูปร่างเล็ก มีอาพาธมาก เป็น คนบอด ง่อย กระจอก หรือ อัมพาต อัน
เนื้อหานี้อธิบายความหมายของอาปัตตาธิกรณ์และอาบัติในพระพุทธศาสนา รวมถึงประเภทของอาบัติ 7 ประการ รวมทั้งการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดจากร่างกายและวาจาของพระภิกษุ ซึ่งอาจส่งผลต่อการถูกโจทฯ ในกรณีต่างๆ ซึ่งมีท
อาบัติในพระไตรปิฎก
198
อาบัติในพระไตรปิฎก
จะต้อง “อาบัติทุกกฏ” ทุกๆ คำพูด แต่ถ้าไม่ได้คิดจะด่าเพียงแต่ต้องการ “ล้อเล่น” แล้วพูดคำ ดังกล่าว จะต้อง “อาบัติทุพภาษิต” ทุกๆ คำพูด อาบัติทั้ง 7 กองนี้จัดเป็น 2 ประเภท คือ ครุกาบัติ และลหุกาบัติ ครุกา
บทความนี้เสนอเรื่องอาบัติในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ครุกาบัติ ซึ่งเป็นอาบัติหนักหน่วง ประกอบด้วย ปาราชิก และสังฆาทิเสส อาบัติโดยเฉพาะปาราชิกมีโทษร้ายแรงจนวิธีแก้ไขไม่ได้ ส่วนสังฆาทิเสสสามา
ญัตติจตุตถกรรมและนิคหกรรมในพระพุทธศาสนา
199
ญัตติจตุตถกรรมและนิคหกรรมในพระพุทธศาสนา
ญัตติจตุตถกรรม แปลว่า กรรมที่มีญัตติเป็นที่สี่ หมายถึง กรรมที่มีวาจาหรือการ กล่าวครบ 4 รวมทั้งญัตติ กล่าวคือ เมื่อมีการสวดตั้งญัตติแล้ว จะมีการสวดอนุสาวนาคือคำ สวดประกาศขอมติจากสงฆ์อีก 3 ครั้งรวมเป็นส
ญัตติจตุตถกรรมหมายถึงกรรมที่มีวาจาครบ 4 ส่วน ซึ่งใช้ในพิธีกรรมที่สำคัญในพระพุทธศาสนา เช่น การอุปสมบท นิคหกรรมคือมาตรการลงโทษขั้นที่ 2 สำหรับการกระทำผิดร้ายแรง เช่น การทะเลาะวิวาท มีศีลวิบัติ พระสัมมาส
การระงับอธิกรณ์ในพระวินัย
200
การระงับอธิกรณ์ในพระวินัย
4.) ปฏิญญาตกรณะ คือ การระงับอธิกรณ์ตามคำรับสารภาพของจำเลย 5.) ตัสสปาปิยฬิกา คือ การระงับอธิกรณ์โดยการลงโทษแก่ผู้ทำผิด 6.) เยฮุยยสิกา คือ การระงับอธิกรณ์ตามเสียงข้างมาก โดยเสียงข้างมากในที่นี้จะต้อง เป
เนื้อหาเกี่ยวกับปฏิญญาตกรณะซึ่งเป็นการระงับอธิกรณ์ตามคำรับสารภาพ และวิธีการระงับอธิกรณ์อื่นๆ เช่น ตัสสปาปิยฬิกา เยฮุยยสิกา และติณวัตถารกวินัย การระงับในกรณีวิกฤตเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันการแตกแยกในห
การระงับอธิกรณ์ตามพระธรรมวินัย
201
การระงับอธิกรณ์ตามพระธรรมวินัย
ฝ่ายไหนผิด โดยยึดความถูกต้องตามพระธรรมวินัยและให้ฝ่ายที่ผิดยินยอมด้วยดี หากอธิกรณ์ระงับอย่างนี้ได้แล้ว ผู้ทำรื้อฟื้นอธิกรณ์ขึ้นอีกจะเป็นอาบัติปาจิตตีย์ 1.1) กรณีระงับอธิกรณ์ในอาวาสที่อาศัยอยู่ไม่ได้ ถ
บทความนี้นำเสนอแนวทางการระงับอธิกรณ์ในชุมชนสงฆ์ โดยยึดหลักการตามพระธรรมวินัย ว่าด้วยการจัดการอธิกรณ์ที่เกิดขึ้นในอาวาส และการทำงานร่วมกันระหว่างภิกษุในวัดเจ้าถิ่นและผู้มาใหม่ เพื่อให้เกิดการปรองดองและ
วิธีระงับอธิกรณ์ที่มีเสียงเซ็งแซ่
202
วิธีระงับอธิกรณ์ที่มีเสียงเซ็งแซ่
1.2) วิธีระงับอธิกรณ์ที่มีเสียงเซ็งแซ่ ถ้ายังระงับอธิกรณ์ไม่ได้ และในระหว่างวินิจฉัยอธิกรณ์นั้นอยู่มีเสียงเซ็งแซ่เกิดขึ้น จน จับใจความคำพูดต่างๆ ไม่ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ใช้ “อุพพาฬิกวิธี” เข้าช่ว
ในกรณีที่ไม่สามารถระงับอธิกรณ์ได้ พร้อมกับมีเสียงเซ็งแซ่ที่ทำให้ไม่สามารถจับใจความคำพูดได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแนะนำให้ใช้วิธีการเรียกว่า 'อุพพาฬิกวิธี' โดยการตั้งผู้มีองค์คุณ 10 ประการขึ้นมาเป็นตัวแทน
พระวินัยธรนักกฎหมายในพระธรรมวินัย
205
พระวินัยธรนักกฎหมายในพระธรรมวินัย
7.12 พระวินัยธรนักกฎหมายในพระธรรมวินัย พระวินัยธร หมายถึง พระผู้ชำนาญวินัย ถ้าเป็นทางโลกก็คือผู้ชำนาญด้านกฎหมาย หรือนักกฎหมายนั่นเอง ในบรรดาผู้ชำนาญวินัยในพระพุทธศาสนานั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยกย่องพระ
พระวินัยธรเป็นผู้ชำนาญวินัยในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ยกย่องพระอุบาลีเป็นเลิศในด้านนี้ โดยมีคุณสมบัติสำคัญ 7 ประการ ได้แก่ รู้จักอาบัติ, อนาบัติ, ลหุกาบัติ, ครุกาบัติ, มีศีล, ได้ฌาน 4 แล
หน้า19
206
กิจกรรม หลังจากนักศึกษาได้ศึกษา บทที่ 7 นิติศาสตร์ในพระไตรปิฎก จบโดยสมบูรณ์แล้ว โปรดทำแบบประเมินตนเองหลังเรียนบทที่ 7 และกิจกรรมในแบบฝึกปฏิบัติบทที่ 7 แล้วจึงศึกษาบทที่ 8 ต่อไป บ ท ที่ 7 นิ ติ ศ า ส ต
อริยทรัพย์ในพระไตรปิฎก
214
อริยทรัพย์ในพระไตรปิฎก
จาคะ และปัญญา และในทีฆชาณุสูตรพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอริยทรัพย์ไว้ 4 ประการ คือ ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา จากที่กล่าวแล้วในบทที่ 4 ว่าธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกหมวดนั้น สัมพันธ์กันหมดและสามารถย่อหรื
บทความนี้กล่าวถึงอริยทรัพย์ในพระไตรปิฎก ซึ่งประกอบด้วย ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา โดยมีการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของอริยทรัพย์กับบุญกิริยาวัตถุ 3 ประการ คือ ทาน ศีล และภาวนา ที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้